เริ่มนับคะแนนแล้ว ปลัดแรงงานเผยยอดผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเพิ่มจากเดิม 331%

Published
เวลาอ่าน: 7 นาที

การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม ชุดใหม่ เสร็จสิ้นไปเมื่อเวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา ท่ามกลางการจับตามองว่าผู้สมัครจากทีมไหนจะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งหนนี้ และเข้าไปกำหนดทิศทางการบริหารจัดการกองทุนที่มีมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน แถลงภายหลังปิดหีบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมว่า มีผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าครั้งก่อนเมื่อปี 2566 ถึง 331% แบ่งเป็น ฝ่ายผู้ประกันตนกว่า 6.7 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน 330% และฝ่ายนายจ้างกว่า 8.9 พันคน หรือเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน 512% อย่างไรก็ตามสถิตินี้เป็นข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 17.30 น. และยังไม่ครบถ้วน หากรวบรวมข้อมูลทั้งหมดคาดว่าจะมีจำนวนมากกว่านี้

ปลัดกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ขณะนี้ทุกหน่วยเริ่มนับคะแนนเลือกตั้งแล้ว แต่ยังไม่สามารถกำหนดเวลาได้ว่าภายใน 20.00 น. ของวันนี้ (11 ต.ค.) จะดำเนินการได้ครบทุกหน่วยหรือไม่ เนื่องจากมีหน่วยเลือกตั้งกว่า 5 พันหน่วย

ภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ทั้ง 5,233 แห่งทั่วประเทศ ได้เริ่มนับคะแนนจากหน้าหน่วย ก่อนรายงานข้อมูลไปยังสำนักงานประกันสังคม (สปส.)

น.ส.จีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการ สปส. เปิดเผยว่า สปส. ได้เตรียมระบบแดชบอร์ด (Dashboard) เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถติดตามผลการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม (www.sso.go.th) ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ส่วนผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการอาจเสร็จสิ้นในช่วงดึกหรือเช้าตรู่ และจะต้องผ่านการตรวจนับจากจังหวัด ส่งต่อไปยังคณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้ง (กดต.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกันสังคมชุดใหญ่ ทั้งนี้ตั้งเป้าว่าจะเร่งรัดให้ทันภายในสิ้นปีนี้ แม้จำนวนผู้ใช้สิทธิที่มากขึ้นอาจทำให้ใช้เวลานานกว่าครั้งก่อนที่ใช้เวลา 70 วันก็ตาม

สำหรับกระบวนการร้องเรียนหลังประกาศรายชื่อผู้ชนะ เลขาธิการ สปส. ระบุว่าสามารถยื่นคัดค้านได้ภายใน 7 วัน โดย กกต. จะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และขยายได้อีก 30 วันตามกฎหมาย

นี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศในวันอาทิตย์ที่ 11 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. หลังจากบอร์ดชุดเดิมครบวาระไปตั้งแต่เดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดยบอร์ดชุดใหม่จะเป็นชุดที่ 15

สปส. ได้ประกาศเลื่อนวันเลือกตั้งมา 2 สัปดาห์ จากเดิมกำหนดให้จัดการเลือกตั้งเมื่อ 27 ก.ย. เนื่องจากเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ ส่งกระทบต่อการเดินทางและการจัดการเลือกตั้ง และก่อนจะถึงวันนี้ สปส. ก็ยังต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงสถานที่เลือกตั้งอีก 32 แห่งที่ยังเผชิญกับสถานการณ์อุทกภัยอยู่

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติของ สปส. จำนวน 180 คน แบ่งเป็น ฝ่ายนายจ้าง 78 คน และฝ่ายผู้ประกันตน 102 คน

ส่วนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง (โหวตเตอร์) หากอยู่ในกลุ่มไหนก็ให้ใช้สิทธิเลือกตั้งแทนของกลุ่มนั้น กล่าวคือ นายจ้างที่ขึ้นทะเบียนนายจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมสามารถใช้สิทธิเลือกตัวแทนฝ่ายนายจ้างได้ 7 คน ขณะที่ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 33, 39 และ 40 ก็ใช้สิทธิเลือกผู้แทนของฝ่ายลูกจ้างได้ 7 คน ทั้งนี้ในการเลือกตั้งใช้วิธีเขียนหมายเลขผู้สมัครลงไปในบัตรลงคะแนน (เขียนเป็นเลขอารบิก) ไม่ใช่การกากบาทหมายเลข

แม้ระเบียบไม่อนุญาตให้นำเอกสารแนะนำตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าไปในบริเวณคูหาเลือกตั้งได้ แต่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า "หากผู้มีสิทธิจดหมายเลขด้วยลายมือตนเอง สามารถนำเข้าไปได้"

ในระหว่างการใช้สิทธิเลือกตั้ง พบว่า โหวตเตอร์หลายคนเลือกที่จะจดหมายเลขผู้สมัครเข้าไปในคูหาด้วย บ้างก็จดใส่ฝ่ามือ บ้างก็จดใส่เศษกระดาษเล็ก ๆ เพื่อป้องกันการลืมหรือเขียนหมายเลขผิดไปจากที่ตั้งใจ

อีกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมรอบนี้คือการ "ปลดล็อก" เงื่อนไขการลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งศาลปกครองกลางเมื่อ 24 ก.ค. หลังผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่ายผู้ประกันตนได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้พิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของประกาศที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิต้องลงทะเบียนก่อน จึงจะสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ทำให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 หลังจากนั้น

นั่นหมายความว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเกือบ 12 ล้านคน เดินไปที่คูหาได้เลยในวันนี้ แม้ไม่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้ามาก่อน

ก่อนหน้านี้ สปส. เปิดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ ซึ่งปรากฏว่ามีผู้แจ้งความประสงค์ราว 1.6 ล้านคน

สำหรับงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เดิมวางไว้ประมาณ 275 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานของ สปส. ว่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งราว 50% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการใช้สิทธิเลือกตั้ง สปส. จึงจำเป็นต้องจัดเตรียมบัตรเลือกตั้งและเพิ่มจำนวนหน่วยเลือกตั้ง

ข้อมูลจากปลัดกระทรวงแรงงานระบุว่า หน่วยเลือกตั้งที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุดของประเทศ โดยมีจำนวนกว่า 2 แสนคน ได้แก่ สีลมคอมเพล็กซ์ กทม., ห้างสรรพสินค้าเจเจมอลล์ กทม., และ จ. สมุทรปราการ

หน้าที่หลักบอร์ดประกันสังคม

พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม กำหนดให้มีคณะกรรมการกรรมการประกันสังคมจำนวน 21 คน มีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานบอร์ด โดย 7 คนมาโดยตำแหน่ง (ตัวแทนส่วนราชการต่าง ๆ) และอีก 14 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของผู้ประกันตนและนายจ้าง มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี

หน้าที่หลัก ๆ ของบอร์ดประกันสังคม ได้แก่ การเสนอความเห็นต่อ รมว.แรงงานเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการในการประกันสังคม, วางระเบียบโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงิน รวมถึงการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุนประกันสังคม, และพิจารณางบดุลและรายรับเงินของกองทุน และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีของสำนักงานในส่วนที่เกี่ยวกับการประกันสังคม

กองทุนประกันสังคมมีมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท เกี่ยวข้องกับผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จำนวน 12.2 ล้านราย, มาตรา 39 จำนวน 1.5 ล้านราย, มาตรา 40 จำนวน 10.9 ล้านราย (ข้อมูลจาก สปส. ณ เดือน ก.ย.)

ย้อนสถิติเลือกตั้งรอบแรก

ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกเมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นการเลือกคณะกรรมการประกันสังคมชุดที่ 14 ปรากฏว่า มีผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 158,335 คน แบ่งเป็น ฝ่ายนายจ้างออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 1,465 คน จากผู้ลงทะเบียน 3,129 คน คิดเป็น 46.82% และฝ่ายผู้ประกันตนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 156,870 คน จากผู้ลงทะเบียน 854,414 คน คิดเป็นร้อยละ 18.36%

ผลปรากฏว่า ผู้สมัครจากกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้ากวาดที่นั่งของบอร์ดในฝ่ายผู้ประกันตนไปได้ถึง 6 คน (ได้คะแนนตั้งแต่ 7.1-6.7 หมื่นคะแนน) และกลุ่มสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทยได้ 1 คน (ได้คะแนน 1.5 หมื่นคะแนน)

ขณะที่ผู้สมัครเป็นบอร์ดฝ่ายนายจ้างทั้ง 7 คน ได้คะแนนตั้งแต่ 409-252 คะแนน

สำหรับผู้รับผิดชอบในการจัดการเลือกตั้งและควบคุมดูและให้การเลือกตั้งเป็ฯไปอย่างโปร่งใสคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน หรือที่ถูกเรียกขานว่า "กกต. ประกันสังคม" มีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน กำหนดใหประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้งเดียว พูดง่าย ๆ คือไม่ว่าอยู่ตรงไหนของประเทศ ก็จะเลือกผู้สมัครชุดเดียวกัน

พนัสซัดหัวหน้าพรรค "จ้องจะเขมือบกองทุนแสนล้าน"

ภายหลังเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่ รร.สมุทรปราการ นายพนัส ไทยล้วน อดีตกรรมการประกันสังคม 8 สมัย และประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า เท่าที่ได้รับรายงานมา การเลือกตั้งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย แต่จะแพ้หรือชนะก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ส่วนที่ก่อนหน้านี้ มีความพยายามในการสื่อสารถึงคู่แข่งโดยเปรียบเปรยเป็น "เด็กอมมือ" ทำให้ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้คิดว่าจะล้มเด็กอมมือได้หรือไม่ นายพนัสตอบว่า เด็กอมมือจะมีความหมายอะไร มันต้องมองข้างหลังเด็กอมมือ เพราะเป็นลูกจ้างลูกน้องของพรรคการเมือง

"ล้มเด็กอมมือ ลำพังมันกับผมตัวต่อตัว ถ้ามันได้สัก 100 คะแนนก็เก่งแล้ว แต่นี่อาศัยศักดิ์ศรีของพรรคการเมือง... ทุกคนก็รู้อยู่ว่าการเอานายจ้างกับลูกจ้างมา ถ้ามันได้ 2 (ได้ทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน) ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 7 คน อนุกรรมการอีก 66 คน แบบนี้เท่ากับมัดตราสังประกันสังคมแล้ว ตายสนิท" นายพนัสกล่าว

ชายวัย 84 ปี ที่ยังเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 กล่าวย้ำว่า ผ่านการเลือกตั้งมา 40-50 ครั้งแล้ว มีทั้งแพ้-ชนะเป็นเรื่องธรรมดา แต่เจ็บใจอย่างเดียวที่เราไม่ได้สู้กับลูกจ้าง แต่ตอนนี้เรากำลังสู้กับพรรคการเมือง แล้วพรรคการเมืองอื่นก็จะมองเป็นตัวอย่างว่าสามารถนำตรงนี้มาเป็นเครื่องมือได้ วันไหนที่พรรคการเมืองอื่นเข้ามาร่วมด้วย ถามว่าประกันสังคมจะพังหรือไม่ ถ้าพรรคเพื่อไทยก็มา พรรคภูมิใจไทยก็มา บอกให้องค์การบริหารส่วนตังหวัด (อบจ.) ส่งลูกน้องมาลงหมดแบบนี้ไม่ฉิบหายไปทั้งประเทศหรือ

นายพนัสยังฝากถึงลูกจ้างว่าขอให้รักกันไว้ มีแต่ลูกจ้างตัวจริงเท่านั้นที่สามารถรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของเราเอาไว้ได้ และย้ำว่าอย่าให้มีการเอาเงินประกันสังคมไปอยู่ในมือของพรรคการเมือง อยู่ในมือหัวหน้าพรรคการเมืองบางคนที่พยายามจ้องจะเขมือบกองทุนแสนล้าน