เปิดใจครูใหญ่ที่สั่งอพยพเด็กนักเรียน 900 คนเพียงไม่กี่นาที ก่อนน้ำท่วมเนปาลจะเข้าถล่มโรงเรียน

ราเจนดรา ดาวาดี รีบลงมือปฏิบัติการทันทีหลังได้รับคำเตือนว่ามวลน้ำกำลังไหลบ่าเข้าสู่โรงเรียนของเขา
คำบรรยายภาพ, ราเจนดรา ดาวาดี รีบลงมือปฏิบัติการทันทีหลังได้รับคำเตือนว่ามวลน้ำกำลังไหลบ่าเข้าสู่โรงเรียนของเขา
    • Author, อโศก ดาฮาล และ คามัล ปาริยาร์
    • Role, บีบีซีแผนกภาษาเนปาล
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

ครูใหญ่คนหนึ่งเล่าถึงวิธีที่เขาช่วยชีวิตนักเรียน 900 คนจากเหตุการณ์น้ำท่วมในเนปาล ด้วยการอพยพเด็ก ๆ อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 10 นาทีก่อนที่มวลน้ำจะเข้าถล่มพื้นที่

ราเจนดรา ดาวาดี ผู้รับผิดชอบโรงเรียนมัธยมตรีภูวัน ตรีศุลี ในเมืองนูวาโกต กล่าวกับบีบีซีว่า เขาได้รับโทรศัพท์ 4 สายเมื่อเวลา 09.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ราว 08.40 น. ตามเวลาไทย) แจ้งเตือนเกี่ยวกับภัยพิบัติในครั้งนี้ ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 794 ราย

เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วที่จะอพยพ โดยบอกให้เด็ก ๆ วิ่งขึ้นที่สูง และสั่งให้รถบัสที่บรรทุกนักเรียนเต็มคันรถหันหัวกลับเพื่อหนีออกจากพื้นที่

ดาวาดีกล่าวว่า "หากเราไม่ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ถ้าช้าไปแค่ 10 นาที เราทุกคน ทั้งนักเรียนและตัวผมเอง คงไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับพวกคุณในวันนี้"

คำเตือนดังกล่าวมาจากบุคคล 4 คนในเวลาเพียงไม่กี่นาที และช่วยให้เขาประเมินอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นได้

"มีผู้ปกครองคนหนึ่งบอกผมว่า 'มวลน้ำก้อนใหญ่กำลังจะมา ผมมาที่นี่เพื่อพาลูกสาวของผมกลับไป ผมจะพาเธอไปเอง'" เขากล่าวเสริม

"ผู้ปกครองจะไม่รีบร้อนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ดังนั้นมันจึงเป็นการยืนยันว่าผมไม่ควรเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียวในการอพยพเด็ก ๆ"

"ผมตัดสินใจว่าไม่ควรรอช้าอีกต่อไป ต่อให้ไม่มีน้ำท่วม ก็เป็นแค่เรื่องของการเรียนเพียงวันเดียวเท่านั้น"

"ผมรู้สึกภูมิใจที่เราช่วยชีวิตคนได้มากมาย"

น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเนปาลในบางพื้นที่ ส่งให้มีผู้สูญหายอย่างน้อย 2,426 คนนั้น ส่งผลให้อาคารเรียนถูกฝังอยู่ใต้โคลนและเศษซาก

ดาวาดีบอกว่า น้ำไหลมาอย่างรวดเร็วมาก จนอาคารหอพักซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำประมาณ 100 เมตร ถูกน้ำท่วมในทันที

A girl with dark hair sits being interviewed in front of a door, she is in a black t-shirt.
คำบรรยายภาพ, ยูนีชา อมาตยา นักเรียนวัย 16 ปี สามารถหนีไปยังที่ปลอดภัยได้ทันเวลาเพียงไม่กี่วินาที

ตอนแรก นักเรียนหลายคนไม่รู้ว่าสถานการณ์ร้ายแรงแค่ไหน

ยูนีชา อมาตยา นักเรียนวัย 16 ปี กล่าวว่า เธอและเพื่อน ๆ รีบหนีเอาชีวิตรอดไปก่อนที่น้ำท่วมจะมาถึง

"ฉันและเพื่อน ๆ รอดชีวิตมาได้ภายในเวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น" เธอบอกกับบีบีซี

"ก่อนที่มวลน้ำจะไหลมา เรากำลังเรียนหนังสืออยู่ในห้องเรียน ครูมารวมตัวกันอยู่ที่จุดหนึ่ง ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้น 5 นาที ครูก็แจ้งว่าน้ำท่วมและขอให้เรากลับบ้าน"

เธอกล่าวว่า นักเรียนคนหนึ่งถึงกับเป็นลมหลังจากได้ยินเรื่องภัยพิบัติ ขณะที่หลายคนประเมินอันตรายต่ำเกินไปในตอนแรกและรอเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่

ยูนีชาและเพื่อน ๆ รีบวิ่งขึ้นเนินเขาไปตามเส้นทางหลบหนีด้านหลังโรงเรียน

"ฉันไม่สามารถเดินเร็วได้ และเพื่อน ๆ ก็ช่วยฉันตอนปีนขึ้นเนิน เราพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย จากนั้นเราก็หนีออกมาทางบันไดแคบ ๆ ด้านหลังโรงเรียน ไม่นานหลังจากนั้น ตลาดก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาฉันเลย" เธอกล่าว โดยหมายถึงตลาดท้องถิ่นที่อยู่รอบ ๆ โรงเรียน

"ถ้าไม่มีพื้นรองเท้าที่ยึดเกาะ ฉันคงล้มลุกคลุกคลาน นักเรียนกับคนอื่น ๆ ต่างเบียดเสียดกันเพื่อไปหาพื้นที่ปลอดภัยขณะหนีเอาตัวรอด คนที่เลือกหนีในเสนทางอื่นดูเหมือนจะถูกกระแสน้ำพัดพาไป"

Before-and-after graphic showing the destruction of Tribhuvan Trishuli Secondary School in Nepal. The top image, labelled “Early 2026,” shows a large school campus with several cream-colored multi-storey buildings surrounding an open courtyard, backed by green hills. An inset map locates the school in Nepal. The bottom image, dated “29 Aug 2026,” shows the same site completely buried under a vast expanse of grey mud and debris following a disaster. Only fragments of structures are visible in the foreground, while a callout highlights what appears to be a small remnant of the school roof protruding from the mud.
คำบรรยายภาพ, ภาพก่อนและหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่

เบื้องต้น นักเรียนและครูได้เคลื่อนย้ายขึ้นไปบนเนินเขาซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตรเพื่อหาที่ปลอดภัย ก่อนจะเดินทางไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง

เนื่องจากถนนถูกตัดขาดและการคมนาคมหยุดชะงัก หลายคนจึงติดค้างอยู่เป็นเวลา 2 คืนก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะเข้าไปช่วยเหลือ

ผู้อำนวยการโรงเรียนและยูนีชา ซึ่งทั้งคู่พักอาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำจากโรงเรียน ถูกส่งตัวกลับไปยังหมู่บ้านของตนโดยเฮลิคอปเตอร์ในที่สุด

ในขณะเดียวกัน บรรดาพ่อแม่ต่างพยายามติดต่อบุตรหลานและญาติ ๆ อย่างสุดความสามารถ

ซาบีนา กุมารี ชเรสทา แม่ของยูนีชา กล่าวว่า เธอพยายามโทรหาทั้งลูกสาวและสามีหลายครั้ง แต่ไม่สามารถติดต่อได้ทั้งคู่

ยูบาราจ อมาตยา สามีของเธอ รีบรุดไปยังโรงเรียนทันที

"หลังจากข่าวน้ำท่วมแพร่กระจายออกไปไม่นาน ผมพยายามโทรหาลูกสาว แต่ติดต่อเธอไม่ได้ ผมรู้สึกกลัว" เขาเล่า

"ไม่กี่นาทีต่อมา ผมรีบไปที่โรงเรียนของลูกสาว และตลาดตรีศุลีก็ถูกน้ำท่วมไปหมด ตอนนั้นผมคิดว่าลูกของผมคงไม่รอดแล้ว ฉันรู้สึกหวาดกลัวสุดขีดจนต้องจอดรถสกู๊ตเตอร์ แม้จะมีน้ำท่วมขวางอยู่ แต่ฉันก็ไม่อาจตัดใจหันหลังกลับโดยไม่มีลูกสาวไปด้วยได้"

เกือบชั่วโมงที่เขาไม่รู้ว่าลูกเป็นหรือตาย และพยายามต่อสายหาเธอหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่มีสัญญาญตอบรับจากคนปลายสาย ในที่สุดโทรศัพท์ก็ติด และยูนีชาก็รับสาย

"ในที่สุด ลูกสาวของผมก็ได้รับโทรศัพท์ ผมอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลย... ญาติ 2 คนที่อยู่กับผมก็ร้องไห้และกอดผม" เขากล่าว

ยูนีชาดูเหมือนจะน้ำตาคลอตอนที่เธอนึกถึงช่วงเวลานั้น

"หลังจากฉันขึ้นไปถึงยอดเขาแล้ว ฉันได้รับโทรศัพท์จากพ่อ พ่อน้ำตาคลอเบ้า ส่วนฉันก็พูดไม่ออกเลยสักคำในตอนนั้น" เธอกล่าว

เมื่อกลับถึงบ้าน ครอบครัวของเธอต่างรอคอยการกลับมาของเธออย่างใจจดใจจ่อ

"แม้แต่ลูกสาวคนเล็กของฉันก็ยังนอนไม่หลับ แต่ฉันรู้สึกดีมากที่ได้เจอเธอหลังผ่านไป 3 วัน ฉันทั้งมีความสุขและโล่งใจอย่างมาก" แม่ของเด็กสาวระบายความรู้สึก

ยูนีชาบอกว่า ตอนนี้เธอกำลังคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

"ตอนนี้ฉันกังวลเกี่ยวกับการเรียนต่อของฉัน" เธอกล่าว

"ถ้าต้องย้ายโรงเรียน ฉันคงต้องคิดถึงเพื่อนเก่าและจะเจอปัญหาในการหาเพื่อนใหม่ ฉันรู้สึกเศร้าใจกับเรื่องการเรียนต่อของฉัน"

ครูใหญ่ดาวาดีกล่าวว่า ระบบเตือนภัยที่ดีกว่านี้ เช่น เสียงไซเรน และการแจ้งเตือนการอพยพ จะช่วยให้ประชาชนสามารถตอบสนองได้เร็วกว่านี้

แต่เขาเชื่อว่าการตัดสินใจลงมือทำทันทีของเขาช่วยป้องกันหายนะได้

"ถ้าผมตัดสินใจปิดโรงเรียนหลังจบชั่วโมงเรียน ทุกอย่างอาจจะยังไม่เรียบร้อย เหลือเพียงเสียงระฆังที่จะดังขึ้นเวลา 09.30 น."