จบการไต่สวนพยานฝ่าย ป.ป.ช. "คดี 44 สส." หมอเอกภพเบิกความโดน "ทัวร์ลง" หลังไม่ร่วมเสนอร่างแก้ไข ม.112

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

ศาลฎีกาเปิดไต่สวน "คดี 44 สส." นัดที่ 4 ซึ่งเป็นการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องเป็นครั้งสุดท้าย และมีคำสั่งให้ 13 นักวิชาการที่จะมาเป็นพยานให้อดีต สส. ก้าวไกลจัดทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นส่งศาล แทนการมาเบิกความด้วยตนเอง

ในการไต่สวนนัดนี้ (27 ต.ค.) ศาลฎีกาใช้เวลาราว 1 ชม. มีอดีต สส. พรรคสีส้ม 2 คนขึ้นเบิกความในฐานะพยานฝ่ายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง

คนแรกคือ นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ หรือ "ทนายบิลลี่" อดีต สส.กทม. พรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล ปัจจุบันเป็นรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.)

อีกคนคือ นายเอกภพ เพียรพิเศษ หรือ "หมอเอก" อดีต สส.เชียงราย พรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล ปัจจุบันเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของรัฐบาล "อนุทิน 2" และสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเขาแจ้งต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ว่าขอลาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงครึ่งวันเช้าเพื่อมาขึ้นศาล

2 สส. รุ่นแรกของพรรคตระกูลส้ม บอกลาต้นสังกัดเก่าเมื่อปี 2565 ก่อนย้ายไปอยู่ใต้ชายคาพรรคสีแดงและพรรคสีน้ำเงิน ซึ่งปัจจุบันเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

อดีตเพื่อนร่วมพรรคของเขา 44 คน นำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดด้วยมติเอกฉันท์ ก่อนส่งศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยว่ากระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ มาตรา 112) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2564

ย้อนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน นายคารม พลพรกลาง และนายเกษมสันต์ มีทิพย์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ที่แยกทางจากพรรคสีส้มไปแล้วเช่นกัน ได้ขึ้นเบิกความต่อศาลในการไต่สวนนัดที่ 3 แจกแจงเหตุผลที่ไม่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ในวันนี้ นายจิรวัฒน์และนายเอกภพก็ได้อธิบายเหตุผลของพวกเขาที่ไม่ขอร่วมกระบวนการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ของพรรค ก.ก.

เมื่อมาถึงบริเวณศาลฎีกา นพ.เอกภพได้ทักทายอดีตเพื่อนร่วมพรรคที่มาถึงก่อนหน้า โดยนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) และผู้ถูกร้องที่ 3 ได้กล่าวแสดงความยินดีกับหมอเอกที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นโฆษกรัฐบาล และบอกว่า "ต่างคนต่างทำหน้าที่"

สรุปสาระสำคัญจากการคำเบิกความหมอเอก-ทนายบิลลี่

บีบีซีไทยสรุปประเด็นสำคัญจากการให้เบิกความของพยานฝ่าย ป.ป.ช. ในการไต่สวน "คดี 44 สส." นัดส่งท้ายของฝ่ายผู้ร้อง

เนื่องจากอดีต สส.เขต ทั้ง 2 คนนี้ - นายจิรวัฒน์ และนายเอกภพ - ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ทำให้ไม่มีคำถามลงลึกเกี่ยวกับเนื้อหาของร่าง แต่เป็นการสอบถามแนวปฏิบัติของพรรคส้มในการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภา ซึ่งพยานทั้ง 2 คนระบุตรงกันว่าต้องมีการนำร่างเข้าสู่ที่ประชุม สส. ของพรรค เปิดโอกาสให้อภิปรายแสดงความความคิดเห็น ขอมติพรรค ให้ สส. ร่วมลงนาม ก่อนยื่นร่างเข้าสู่การพิจารณาของสภา

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่เข้าร่วมประชุมพรรค ก.ก. เฉพาะวันที่มีการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ฉบับแรกเข้าสู่ที่ประชุม สส. ของพรรค ซึ่งทั้งนายจิรวัฒน์และนายเอกภพระบุว่าได้อภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วย หลังจากนั้นก็ไม่เคยเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย และไม่มีส่วนรับรู้ข้อทักท้วงจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่มีต่อร่างแก้ไขมาตรา 112 หรือการปรับปรุงแก้ไขร่างฉบับต่อ ๆ มาของพรรค จนกระทั่งมีการยื่นร่างเข้าสภา 11 ก.พ. 2564 ซึ่งทนายความของพรรคส้มก็ได้ตั้งคำถามประเด็นนี้เพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่าพยานทั้ง 2 ปากนี้เป็น "คนนอก" ที่ไม่ใช่ประจักษ์พยาน เพราะไม่มีส่วนรับรู้รับทราบการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. พิพาทฉบับที่เสนอเข้าสภา

ด้านผู้ว่าความของ ป.ป.ช. ได้ซักถามถึงเหตุผลที่พรรค ก.ก. เสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ภายหลังมีการชุมนุมของเยาวชนและประชาชนเพื่อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เมื่อปี 2563-2564 ซึ่งนายเอกภพได้กล่าวสรุปสถานการณ์การเมืองนอกสภาและการประชุมหารือภายในพรรค ก.ก. ในช่วงเวลานั้น

อดีต สส. ก้าวไกล 9 คนที่ไม่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 เคยให้การในชั้น ป.ป.ช. ว่า หากใครไม่ยอมเซ็นชื่อเสนอร่างกฎหมายจะถูกกดดันหรือกีดกันไม่ให้ดำรงตำแหน่งภายในพรรค, ตำแหน่งกรรมาธิการ, ไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในสมัยถัดไป, ถูกลบชื่อออกจากกลุ่มไลน์ของพรรค, และประจานโดยใช้โซเชียลมีเดีย ทั้งนี้บันทึกการให้ถ้อยคำดังกล่าวปรากฏอยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช. ที่ยื่นต่อศาลฎีกาด้วย

นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อดีต สส.กทม. ในฐานะผู้คัดค้านที่ 12 ซึ่งไม่ได้แต่งทนายต่อสู้คดีนี้และขอใช้สิทธิซักถามด้วยตนเอง ตั้งคำถามว่าหาก สส. รายใดไม่ร่วมลงชื่อในร่างกฎหมายที่พรรคต้องการประชาสัมพันธ์ให้เป็นข่าว จะเกิดผลอย่างไร ซึ่งนายเอกภพก็ได้พูดถึงการถูก "ทัวร์ลง" ในโซเชียลมีเดีย

นอกจากนี้ บรรดาผู้คัดค้านที่ไม่ได้ใช้ทนายร่วมกับพรรค ไม่ว่าจะเป็น นายสมเกียรติ, นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรค ปชน. ในฐานะผู้คัดค้านที่ 3 และเป็นทนายว่าความเอง, และนายวรวุธ พินิจธนสาร ทนายความของ 2 ผู้คัดค้าน (นายสุรวาท ทองบุ ผู้คัดค้านที่ 14 และนายองค์การ ชัยบุตร ผู้คัดค้านที่ 29) ยังสอบถามพยานทั้ง 2 ปาก ในทำนองเดียวกันว่าเคยรับรู้หรือไม่ว่าพวกเขาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 ในที่ประชุมพรรค หรือเคยเห็นพวกเขาแสดงทัศนคติที่ไม่ดีต่อสถาบันฯ หรือไม่ ซึ่งหมอเอกภพได้ช่วยยืนยันข้อเท็จจริงให้ผู้คัดค้านกลุ่มนี้

ขณะที่ทนายบิลลี่-จิรวัฒน์ ตอบว่า "ไม่ทราบ" เกือบทุกคำถามที่มาจากทุกคน โดยยืนยันข้อเท็จจริงเพียงว่านายธีรัจชัยเคยแสดงความเห็นคัดค้านตอนที่ร่างแรกเข้าที่ประชุมพรรค แต่รายละเอียดหลังจากนั้นไม่ทราบ

ศาลให้ 13 นักวิชาการส่งความเห็นเป็นเอกสาร ไม่ต้องมาเบิกความ

ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนในวันนี้ ศาลได้อ่านกระบวนพิจารณา โดยระบุว่าผู้ร้องแถลงหมดพยานเพียงเท่านี้ ส่วนการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านนัดแรกจะเกิดขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องว่าขอเพิ่มวันไต่สวน 2 นัด หลังจากศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการไต่สวน 4 นัดสุดท้ายไปก่อนหน้านี้ แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าน่าจะสามารถนำพยานมาไต่สวนได้ภายในกำหนดเดิมคือภายในเดือน มี.ค. 2570 ในชั้นนี้ยังไม่เห็นว่าต้องเพิ่มนัดไต่สวน

ส่วนพยานที่เป็นนักวิชาการ 13 ปากของฝ่ายผู้คัดค้าน ศาลให้จัดทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นยื่นต่อศาลแทน โดยไม่ต้องมาศาล แต่ถ้าพยานปากไหน ศาลเห็นว่ามีความสำคัญหรือมีข้อเท็จจริงที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน ศาลอาจนัดให้พยานมาศาลเพื่อตอบข้อซักถามเพิ่มเติมของคู่ความ ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 ข้อ 24

นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้คัดค้าน ยังไม่ขอเปิดเผยรายชื่อของนักวิชาการที่อยู่ในบัญชีพยานของฝ่ายผู้คัดค้าน เพราะต้องรอการยืนยันว่าศาลจะให้เรียกมาเบิกความหรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงในทางทฤษฎีอาจเหมือนกัน แต่ในส่วนของความเห็น อยากให้นักวิชาการมาเบิกความด้วยตัวเองมากกว่า เพราะถ้าส่งมาเป็นหนังสือ บางครั้งศาลหรือคู่ความอาจจะมีประเด็นที่อยากสอบถามเพิ่มเติม หากนักวิชาการไม่ได้มายืนตรงนั้น ก็อาจจะไม่ได้ประเด็นที่ครบถ้วน

ในการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านนัดแรก 3 พ.ย. นายนิธิกล่าวว่า ได้เตรียมพยานบุคคลขึ้นเบิกความ 2 ปากคือ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน ในฐานะผู้คัดค้านที่ 21 ขึ้นเบิกความเป็นปากแรก และ ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็นปากที่ 2

สำหรับ ผศ.ดร.รณกรณ์ เป็น 1 ใน 4 พยานผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำสั่งให้จัดทำบันทึกถ้อยคำส่งต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาคดีล้มล้างการปกครองฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 โดยมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. และพรรค ก.ก. เป็นผู้ถูกร้อง จากกรณีเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง นอกจากนี้ ผศ.ดร.รณกรณ์ ยังเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งที่คณะนิติศาสตร์ มธ. และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ รวมถึงเนติบัณฑิตยสภา

ทนายความหลักของพรรคส้มพูดถึงภาพรวมของการพิจารณาคดี 44 สส. หลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานของฝ่าย ป.ป.ช. โดยผู้ร้องตั้งประเด็นว่าพรรค ก.ก. เสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ภายหลังการชุมนุมเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ และมีผู้ชุมนุมถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ว่า เป็นความพยายามของทางฝ่ายผู้ร้องที่จะกล่าวหาให้เป็นแบบนั้น แต่ฝ่ายผู้คัดค้านมีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมาก่อนเป็นสิบปี ไม่ใช่เพิ่งจะมีตอนปีที่มีการชุมนุม โดยมีหลักฐานยืนยันทั้งทางวิชาการและเอกสารราชการ

ส่วนการเปลี่ยนตัวองค์คณะผู้พิพากษาคดี 44 สส. ถึง 3 จาก 5 คน จะส่งผลต่อการมองภาพรวมของคดีหรือไม่อย่างไรนั้น นายนิธิคาดเดาว่าเป็นการโยกย้ายตามรอบปกติของศาล ไม่ได้มีความกังวลหรือมีประเด็นอะไรเป็นพิเศษ

"ด้วยความที่ท่านเจ้าของสำนวนยังคงเป็นท่านเดิมอยู่ เรื่องของความต่อเนื่อง ทางผมไม่ได้มีข้อกังวล เพราะเห็นว่ากรณีนี้เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงมันก็ค่อนข้างยุติแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น รวมทั้งเราก็มั่นใจว่าในหลักการ รวมทั้งการกระทำของ 44 สส. ไม่ได้เป็นการที่ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรม คือไม่ว่าท่านไหนจะมาเป็นผู้พิพากษา ก็เห็นว่า ถ้าพิจารณาตามหลักการ ก็ยังไม่ใช่การประพฤติละเมิดมาตรฐานจริยธรรมอยู่ดี" ทนายนิธิกล่าว