อาณานิคมเพนกวินที่ใหญ่ที่สุดในโลกเผชิญการลดลงของจำนวนประชากรในระดับ "น่าตกใจ"

    • Author, วิคตอเรีย กิลล์
    • Role, ผู้สื่อข่าวด้านวิทยาศาสตร์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

ผลการสำรวจทางอากาศชี้ว่า 2 ใน 3 ของประชากรเพนกวินชินสแตรป (chinstrap penguin) ได้หายไปจากเกาะภูเขาไฟห่างไกลแห่งหนึ่งใกล้ทวีปแอนตาร์กติกา

เกาะซาวอดอฟสกีเคยเป็นที่ตั้งของอาณานิคมเพนกวินที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่บรรดานักวิจัยที่ดำเนินการสำรวจระบุว่า ปัจจุบันเกาะแห่งนี้ได้สูญเสียสถานะดังกล่าวไปแล้ว

ผลการศึกษาพบว่า ในปี 2025 จำนวนรังของเพนกวินชินสแตรปที่มีการใช้งานอยู่ลดลง 63% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2011

คณะนักวิจัยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อแหล่งอาหารและการอยู่รอดของนกเหล่านี้ และเพนกวินชนิดนี้อาจถูกจัดให้เป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการในอนาคต

เพนกวินอีกชนิดหนึ่งคือ เพนกวินมาการอนี (macaroni penguin) ก็ทำรังอยู่บนเกาะแห่งนี้เช่นกัน และยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับการที่เพนกวินชนิดนี้มีอาหารที่หลากหลายกว่า

เกาะซาวอดอฟสกีเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะเซาท์แซนด์วิช หมู่เกาะห่างไกลทางตอนเหนือของทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร

ในปี 2011 หน่วยสำรวจแอนตาร์กติกของสหราชอาณาจักร หรือ บีเอเอส (British Antarctic Survey- BAS) ยกย่องให้ที่นี่เป็นที่ตั้งของอาณานิคมเพนกวินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการประเมินว่ามีเพนกวินชินสแตรปอยู่ราว 600,000 ตัว และเพนกวินมาการอนีราว 90,000 ตัว ทำรังอยู่บนพื้นที่อันแห้งแล้งและเต็มไปด้วยโขดหินของเกาะ

บีเอเอสซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยครั้งใหม่นี้ระบุว่า ที่นี่เป็น "หนึ่งในสถานที่ที่มีสภาพสุดขั้วที่สุดในโลกสำหรับการทำงานภาคสนาม"

ทีมนักวิจัยของบีเอสเอสใช้เวลาเดินเรือ 15 วันเพื่อเดินทางไปยังเกาะแห่งนี้และศึกษาประชากรนกที่อาศัยอยู่ โดยใช้โดรน การถ่ายภาพทางอากาศ และติดตั้งอุปกรณ์ติดตามไว้กับนก 20 ตัว

งานวิจัยนี้ประกอบกับภาพถ่ายดาวเทียมบ่งชี้ว่า ระหว่างปี 2011 ถึง 2025 จำนวนรังของเพนกวินชินสแตรปที่มีการใช้งานอยู่ลดลง 63%

เพนกวินทั้งหมดหายไปไหน ?

นักวิจัยระบุว่าการลดลงของประชากรเพนกวินชินสแตรปในระดับที่ "น่าตกใจ" นั้น มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากปริมาณอาหารที่ลดลงและอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้นอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ศ.นอร์แมน แรตคลิฟฟ์ หัวหน้าคณะวิจัย อธิบายว่าสิ่งที่ทำให้พวกมันมีความเปราะบางเป็นพิเศษ มาจากความชอบอาศัยอยู่ในน่านน้ำที่เย็นกว่า และ "อาหารที่มีความเฉพาะเจาะจง" ของเพนกวินชินสแตรป

"เมื่อน้ำทะเลอุ่นขึ้น คริลล์ ซึ่งเป็นอาหารของเพนกวินชินสแตรป ก็ย้ายถิ่นลงไปทางใต้

"น้ำแข็งทะเลที่ปกคลุมพื้นที่ทางตอนใต้ รวมถึงการขาดแคลนเกาะที่เหมาะสมสำหรับทำรัง ทำให้เพนกวินชินสแตรปไม่สามารถย้ายตามแหล่งอาหารไปได้" เขากล่าว

วาฬที่หิวโหยและภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น

คณะนักวิจัยยังได้ตรวจสอบภัยคุกคามอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อการดำรงอยู่อันเปราะบางของเพนกวินบนเกาะห่างไกลแห่งนี้ด้วย นกเหล่านี้ทำรังอยู่ใต้เงาของภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น นั่นคือภูเขาไฟเคอร์รี (Mount Curry) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่าภูเขาไฟแอสฟิกเซีย (Mount Asphyxia)

พื้นที่ที่อยู่ใต้ทิศทางลมจากภูเขาไฟได้รับการตั้งชื่อว่า สเตนช์พอยต์ (Stench Point), น็อกเชียสบลัฟฟ์ (Noxious Bluff) และ แอสฟิกเซียเพลน (Asphyxia Plain) เนื่องจากกลิ่นของก๊าซที่พวยพุ่งออกมาจากปล่องภูเขาไฟ

ศ.แรตคลิฟฟ์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีนิวส์ว่า "เมื่อรวมกับมูลเพนกวินจำนวนมหาศาลที่มีอยู่ทั่วพื้นที่แล้ว ที่นี่จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีกลิ่นรุนแรงที่สุดในโลก"

"มันเหมือนภูเขาไฟมอร์ดอร์ของเหล่าเพนกวิน" เขาเอ่ยถึงภูเขาไฟในนิยายเรื่องอภินิหารแหวนครองพิภพ (The Lord of the Rings)

ภูเขาไฟเคอร์รีเกิดการปะทุครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดในปี 2016 แต่การลดลงของประชากรเพนกวินที่งานศึกษานี้วิเคราะห์ พบว่ามันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอมาตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งบ่งชี้ว่าน่าจะมีปัจจัยอื่นอยู่เบื้องหลัง

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือการแข่งขันแย่งชิงคริลล์ซึ่งเป็นอาหารหลักของเพนกวินชินสแตรป ซึ่งอาจเกิดจากการอพยพของวาฬหลังค่อมเข้ามาในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวาฬหลังค่อมจะกินคริลล์ในปริมาณมหาศาล แต่พวกมันก็ช่วยเพิ่มการผลิตคริลล์ด้วยเช่นกัน ผ่านการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืชทะเลที่คริลล์ใช้เป็นอาหาร (จากมูลวาฬจำนวนมากของพวกมัน)

นักวิจัยระบุว่า สาเหตุมาจากความเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของแหล่งอาหารในมหาสมุทร ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนมาจากสภาพภูมิอากาศ

เรื่องนี้ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่ไม่คาดคิด ซึ่งช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าภูมิภาคแห่งนี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไรและเพราะเหตุใด นั่นคือในขณะที่ประชากรเพนกวินชินสแตรปลดลง จำนวนเพนกวินมาการอนีบนเกาะกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเพนกวินมาการอนีมีความสามารถในการปรับตัวได้ดีกว่า เนื่องจากพวกมันมีอาหารที่หลากหลายและยืดหยุ่นกว่า

ข้อมูลจากอุปกรณ์ติดตามที่ใช้ในการศึกษาพบว่า เพนกวินมาการอนีออกหาอาหารในน่านน้ำที่อุ่นกว่าทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพวกมันน่าจะเสริมอาหารด้วยปลาและสัตว์จำพวกสัตว์เปลือกแข็งชนิดอื่น ๆ

ดร.แรตคลิฟฟ์ กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็น "การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของกลุ่มสิ่งมีชีวิตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ณ สถานที่หนึ่ง ๆ ในทวีปแอนตาร์กติกา"

"ข้อมูลของเราแสดงให้เห็นว่าเพนกวินชินสแตรปในแอนตาร์กติกา ซึ่งปรับตัวมาเพื่ออยู่ในสภาพอากาศหนาวเย็น ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ดีเช่นเดิมเมื่อต้องอยู่เคียงข้างกับสายพันธุ์อื่นที่อาศัยอยู่ในเขตใกล้แอนตาร์กติกา" เขากล่าวเสริม

"นี่เป็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าการอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็วในแอนตาร์กติกากำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่มีเอกลักษณ์และเปราะบางอย่างยิ่ง"

ส่วนตำแหน่งอาณานิคมเพนกวินที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอยู่ที่แหลมอะแดร์ในทะเลรอสส์ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 5,000 กิโลเมตร บนอีกฟากหนึ่งของทวีปแอนตาร์กติกา

ผลการวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารเคอร์เรนต์ ไบโอโลจี (Current Biology)